Fairy Tail Dragon Cry (2017) ศึกจอมเวท พันธุ์มังกร

Fairy Tail Dragon Cry เล่าถึงเมื่อกิลด์จอมเวท “แฟรี่เทล” ศึกจอมเวท พันธุ์มังกร ได้รับคำอ้อนวอนให้ช่วยนำ “ดราก้อนคราย” คืนกลับมา “นัตสึ”, “ลูซี่”, “แฮปปี้”, “เกรย์”, “เอลซ่า”, “เวนดี้” และก็ “ชาร์ล” ก็เลยออกติดตาม “ซัช” โดยลอบเข้าไปในแว่นแคว้นสเตลล่า และก็เวลาที่กำลังตามแย่ง“ดราก้อนคราย” นั้น พวกเขาก็ได้เจอกับ “โซเนีย” จอมเวทข้ารับใช้ของ “อานิมุส” กษัตริย์ที่แว่นแคว้นท่ามกลางความสับสนกิลด์ “แฟรี่เทล” กำลังประจันหน้ากับวิกฤติของโลก “อานิมุส” อยากได้เป็นเจ้าของ “ดราก้อนคราย” เพื่อจุดมุ่งหมายอะไรกันแน่ “โซเนีย” มุ่งหมายต้องการช่วยอาณาจักรของตัวเอง เก็บแอบซ่อนความลับอะไรไว้ รวมทั้งในระหว่างการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ สัญชาตญาณตามที่เป็นจริงของนัตสึก็ตื่น!?ดราก้อนครายเป็นไม้เท้า หรือ คฑา ที่สถิตพลังความโกรธเคืองโกรธเกรี้ยวของเหล่ามังกรในสมัยก่อน ถูกตั้งอยู่ที่วิหารในอาณาจักรฟิโอเร่ โดยมีพลังระดับล้างผลาญโลกแฝงอยู่

รีวิวหนัง The Grandmaster

เรื่องราวของปรมาจารย์มวยจีนยิปมัน ถูกเอามากล่าวขานอีกทีในชื่อ The Grandmasters ด้วยความสามารถการควบคุม?ของผู้กำกับที่มีแนวทางเป็นของตนเองอย่าง ว่องกาไว ที่ผลงานปัจจุบันหัวข้อนี้เลือกที่จะทำหนังแนวแอ็คชั่น?แนวหมัดมวย ที่สามารถสร้างความตรึงใจแรกแก่ผู้ชมจากแบบอย่างหนังที่เปิดเผยให้มองเห็นคิวบู๊ อันสวยงาม?แล้วก็ยังมีการถ่ายรูปรวมทั้งการวัวสอัพที่ดีที่สุด ตัวหนังมีกลุ่มดารานำที่ดีอีกทั้ง เหลียงเฉาเหว่ย จางสิยี่ จางเจิ้น รวมทั้งผู้แสดงประเทศเกาหลี ซองเฮเคียว ก่อให้เกิดความมุ่งหวังพอควรกับเรื่องราวของปรมาจารย์ยิปมันว่า?จะต้องเป็นอีกงานที่สมบูรณ์แบบ

หนังเปิดเรื่องด้วยการต่อสู้ของยิปมัน (เหลียงเฉาเหว่ย) กับเหล่าอันธพาลหลายสิบคนท่ามกลางฝนค่ำคืน?เป็นฉากที่บ่งบอกถึงถึง ความสามารถกังฟูแบบหย่งชุนของยิปมันได้อย่างเห็นได้ชัด นับเป็นฉากเปิดที่ดีเยี่ยมที่สุด แล้วก็การ?เป็นการระบุวิถีทางให้รู้แนวทางของหนังประเด็นนี้ แต่ว่าโน่นกลับกลายความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูก หนังก็เลยเริ่มปูเรื่องราว?แล้วก็บอกตนเองว่าเป็น หนังครึ่งหนึ่งสารคดีเกี่ยงงอนกับชีวิตปรมาจารย์ยิปมัน สิ่งแวดล้อมด้วยเรื่องราวแวดวงมวยกังฟูที่แปรผกผันตามประวัติศาสตร์ชาติจีน ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2

ถึงแม้ทางการตลาดจะนำชื่อของยิปมันมาเป็นจุดขาย แต่ว่าชื่อหนัง The Grandmasters ซึ่งบางทีอาจเป็นคำตอบของปริศนาที่ว่า เพราะเหตุใดเรื่องราวของยิปมันปรมาจารย์ดินแดนใต้มิได้ถูกย้ำเหมือนอย่างที่คิด เรื่องราวของกงเอ๋อ (จางสิยี่)?ลูกสาว ของปรมาจารย์กังฟูดินแดนเหนือ ผู้มีภาระทางจิตใจกับยิปมันรวมทั้งเป็นผู้สืบทอดวิชา 64 ฝ่ามือ ที่อยากได้ล้าง?โกรธแค้นให้กับบิดาที่ถูกลูกศิษย์พี่ร่วมสำนักฆ่า กลับถูกบอกกล่าวอย่างมีเนื้อหนังในระดับที่มองเห็นมิติเชิงลึกมากยิ่งกว่าเรื่องราวของยิปมันด้วย จนกระทั่งบางช่วงราวกับยิปมันหายไปเลย แล้วก็แม้ใคร่ครวญแม้กระนั้นเฉพาะเรื่องราวของยิปมัน?จะพบว่าจังหวะการเล่าเรื่องนั้น รวบรัดแล้วก็สั้นๆเกินความจำเป็น

โดยความเป็นจริง The Grandmasters เน้นการนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มวยจีนที่มุ่งบ่งบอกถึงถึง จารีต?แนวความคิด แล้วก็ศักดิ์ศรี เกียรติในแวดวงหมัดมวย วิชาความสามารถอีกทั้งยุ่งชุ่นปากัวะ สิงอี้ ฯลฯ รวมทั้งความเสื่อมถอยของวิชาความสามารถที่ถูกต้นเหตุอีกทั้งภาย?นอกข้างในถั่งโถมจนถึงขาดผู้ ตกทอดหรือไม่ก็ตัดทอนค่าในตัวมันลง มากยิ่งกว่าที่จะพรีเซนเทชั่นความเบิกบานใจ?เชิงบู๊เสมือนหนังแอ็คชั่นกังฟูทั่วๆไป แต่ว่าแนวทางการเสนอยังมีความสับสนในตัวอยู่พอควร ทั้่งในทางของการลำดับเรื่อง รวมทั้งผู้แสดงบางตัวที่ถูกบรรยายอย่างน่าดึงดูดและจากนั้นก็ถูกทิ้งและก็ที่สำคัญที่สุดฉากเผชิญหน้ากันระหว่างยิปมันรวมทั้งกงเอ๋อที่ขอบรางรถไฟที่ ปรากฎให้มองเห็นในแบบอย่างแต่ว่าตัวหนังกลับไม่มี!

หนังมีฉากต่อสู้ความสามารถอันควรจะน่าเร้าใจ อีกทั้งฉากเปิดเรื่องระหว่างยิปมันกับนักเลงหลายสิบคน ฉากยิปมัน?ทดสอบความสามารถรวมทั้งวิถีทางคิดทางด้านการเมืองกับปรมาจารย์บู๊ดินแดนเหนือ ฉากต่อสู้กู้เกียรติเครือญาติกงระหว่าง?กงเอ๋อและก็ยิปมัน รวมทั้งฉากในที่สุดการต่อสู้ที่ดินรถไฟระหว่างลูกศิษย์คุณครูเดียวกันระหว่างกงเอ๋อ รวมทั้งหม่าซัน?ซึ่งฉากบู๊เด่นทั้งผองนั้น ได้ดีไซน์เนอร์คิวบู๊มีชื่อเสียงอย่าง หยวนหวูปิง มากำกับ ซึ่งถ้าเกิดผู้ใดกันนิยมการดูหนังแนวกังฟูจีนแล้วละก็จะพบว่านี่เป็นมิติใหม่อีกรอบของการออกแบบฉากแอ็คชั่นแนวพลังภายใน ที่เว้นแต่?จะตื่นเต้นไปกับการต่อสู้อันดุดันแล้ว พวกเรายังได้มองเห็นมิติในเชิงลึกของการออกอาวุธที่เต็มไปด้วยเนื้อหาที่ไม่ใช่ดีแต่งาม แต่ว่าทั้งยังจังหวะหนักค่อย ทั้งยังท่าทีอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละวิชาความสามารถ ที่ทำให้มองเห็นถึงความต่ำสูง?ของความสามารถได้แจ้งชัด ซึ่งพวกเรามิได้มองเห็นคิวบู๊ที่สวยสดงดงาม หนักแน่นรวมทั้งเต็มไปด้วยเนื้อหาแบบงี้นานแล้ว

นอกนั้น หนังยังเป็นเจ้าของการดูแลภาพที่สวยอลังการ กับการถ่ายรูปที่รับใช้เรื่องราวได้ดิบได้ดี นับ?เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่เอ่ยถึงมิได้ ถึงแม้ส่วนตัวจะเห็นว่าบางช่วงบางตอนค่อนข้างจะมากมายไปนิดก็ตาม!

ดาราหนังทุกคนต่างปฏิบัติภารกิจของตนได้ดิบได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งดารานำ เหลียงเฉาเว่ย ที่อาจจะความเป็นยิปมัน?ตามแบบฉบับที่พวกเรารู้จักดีแม้กระนั้นก็มีลักษณะท่าทางอะไรบางอย่างที่แตก ไม่เหมือนกับยิปมันเวอร์ชั่นอื่นๆที่ช่วยสร้างเสริมเอกลักษณ์?ให้กับยิปมันในเวอร์ชั่นว่องกาไวได้อย่างดีเยี่ยม ขณะที่จางสิยี่แสดงบทของกงเอ๋อเจริญจนกระทั่งทำให้มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจไปกับชะตากรรมของนักแสดงตัวนี้ จะมีก็แต่ว่า ซองเฮเคียว ในบทเมียของยิปมันที่บทจืดชืดจนถึงมีความรู้สึกว่าใช้แนวทางเล่า?บอกก็พอเพียง ไม่จำเป็นที่จะต้องนำคุณมาใส่ในหัวข้อนี้เลย

รีวิวหนัง Django Unchained

หาได้ยากกับภาพยนตร์ที่ทำขึ้นมาเพื่อความเพลิดเพลินในระดับที่ทำเป็นถึง ซึ่งสามารถปั้นเรื่องราวแล้วก็นักแสดงได้เชิญติดตามและก็เอาใจช่วยเป็นอย่างมากซึ่งทั้งสิ้นที่กล่าวมีรวมอยู่ในหนังDjango Unchained ที่แม้ว่าจะมากับความยาวที่มากกว่าหนังแอ็คชั่นตามธรรมดาพอควร แม้กระนั้นมันก็มิได้มีผลอะไรเท่าไรนักกับหนังที่มีเสน่ห์เฉพาะบุคคล ซึ่งโน่นอาจจะจำต้องชูความดีความชอบให้กับผู้กำกับที่ถือมั่นในสไตล์แนวทางการทำงานของ ตนเองไว้อย่างแน่นแฟ้น!

Django Unchained ดูแลโดย เควนตำหนิน ทารันตำหนิโน่ ผู้กำกับสุดแนวที่คราวนี้เขารับหน้าที่เขียนบทเองอีกที กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอเมริกาในตอนปี 1858 สมัยที่อเมริกาปั่นป่วนไปด้วยสงครามกลางเมือง กิจการค้าขี้ข้า แล้วก็การแบ่งแยกชนชั้น เล่าราวของข้ารับใช้นาม จังหรูหรา (เจมี่ฟ็อกซ์) ที่ได้รับการเกื้อกูลจากนักล่าค่าหัวให้ช่วยระบุตัวถูกตามหมายจับ เพื่อจะได้ฆ่าไม่พลาดแต่ว่าด้วยลักษณะพิเศษของจังโก้เก๋ทำให้ได้รับการฝึกหัดความสามารถจนกระทั่งเก่ง จนถึงเปลี่ยนภาวะเป็นคู่ซี้นักล่าค่าหัว และก็ยังได้เดินทางไปแคนดี้แลนด์ที่ลือชื่อเรื่องความขาดความกรุณาปรานีชั่วร้ายเพื่อ ช่วยเหลือเมียของเขา!

หากแม้ชื่อจะมีชื่อ Django รวมทั้งมีดารานำชายชื่อจังโก้เก๋ แม้กระนั้นการมีตัวละครนักล่าค่าหัวนามดอกเตอร์คิง ชุลซ์ ที่รับโดย คริสโคนปห์ วอลทซ์ ทำให้ภาพรวมของหนังเปลี่ยนภาวะเป็นหนังคู่ซี้บุกตะลุยไล่เก็บผู้ต้องหาตามหมายจับไปเรื่อยโดยวัตถุประสงค์ในที่สุดอยู่ในแคนดี้แลนด์

ผู้กำกับทารันติเตียนโน่ เอาใจใส่กับการผลิตผู้แสดงในประเด็นนี้มากมายเป็นพิเศษ ผู้แสดงดอกเตอร์คิงที่นับว่าเป็นนักแสดงปัญหาที่พวกเราไม่เคยรู้ความเป็นมา แต่ว่าก็มีฉากที่ให้ได้เปิดเผยความคิดออกมาทางบทสำหรับพูดที่มีต่อจังหรูหรา ที่ทำให้พวกเรารู้ดีว่าหากแม้อาชีพเขาจะเป็นนักล่าค่าหัว แต่ว่าเลือดของเขายังมีไออุ่นอยู่ และก็ดำรงสถานะที่มีต่อจังเก๋ไม่ได้มีความแตกต่างจากพี่ชายในระหว่างที่คริสโคนปห์ วอลทซ์ มอบการแสดงอันเยี่ยมที่สุดที่ทำให้ผู้แสดงตัวนี้มีเสน่ห์มากมาย

ขณะที่หนังดำเนินไปก็เบาๆสร้างจังเก๋ให้เป็นชายที่ร้ายกาจขึ้นเรื่อยอีกทั้งความนึกคิดรวมทั้งความสามารถ กับชะตากรรมของขี้ข้าอันน่าสงสารมาสู่การล้างบางนักลงทุนที่ทำร้ายกาจต่อเขา ด้วยการแสดงที่่ดีที่สุดไม่แพ้กันของเจมี่ ฟ็อกซ์ ทำให้ผู้ชมอดที่จะเอาใจช่วยเขาให้ล้างแค้นเสร็จมิได้ซึ่งการผลิตเงื่อนต่างๆขึ้นมาในชีวิตของตัวเอกและก็ทำให้ผู้ชมกำเนิดความรู้สึกร่วมไปกับนักแสดงใน เรื่องนับเป็นความเสร็จของคนเขียนบทอย่างทารันตำหนิโน่อย่างแท้จริง นี่ยังไม่รวมทั้งการสอดแทรกบทตลกขบขันร้ายเข้าไปได้อย่างพอเหมาะพอดี ที่ช่วยเสริมให้เรื่องราวของ Django Unchainedสนุกสนานเยอะขึ้นเรื่อยๆ!

ฉากหนึ่งที่จำต้องขอกล่าถึงในหนังหัวข้อนี้ ซึ่งเป็นฉากที่ผมถูกใจมากมายเป็นการส่วนตัว ที่แม้มองผ่านก็เป็นเพียงแค่ฉากปกติฉากหนึ่ง แม้กระนั้นมันแอบแฝงไว้ด้วยสาระที่บางทีอาจจะเป็นตัวบอกถึงความคิดของคนเราในยุคหนึ่ง ซึ่งก็คือ ฉากที่ แคลวิน แคนดี้ ที่เล่นบทโดย ลีโอทุ่งนาร์โด ดิติดอยู่ปริโอ ผู้ครอบครองสถานที่แคนดี้แลนด์ ได้รับทราบดีว่าคู่คิดดอกเตอร์คิงและก็จังโก้เก๋ที่เขาคุยธุรกิจด้วยนั้นมีเจตนาแฝง ดิค้างปริโอ ดีมากมายกับฉากนี้กับบทสำหรับพูดที่ลึกซึ้งอันเกี่ยวกับมุมมองของขี้ข้าในระดับ จิตไร้สำนึก ทัศนคติที่คนผิวขาวมีต่อคนผิวดำในยุคหนึ่ง ในตอนที่ ซามูแอล แจ็คสันในบทตีเฟ่น หัวหน้าคนใช้ในแคนดี้แลนด์เป็นตัวลักขโมยซีนของหัวข้อนี้อย่างแท้จริง!

ด้วยการผลิตนักแสดงและก็เนื้อหาอันมาก ทำให้ตัวหนังมีความยาวตั้ง ชั่วโมงกว่า ซึ่งที่จริงถ้าเกิดผู้กำกับอุตสาหะลดสไตล์ตนเองลงบ้างจะก่อให้หนังในรูปภาพรวมกระชับเยอะขึ้นเรื่อยๆซึ่งจะช่วยทำให้หนัง กลมกล่อมละมุนละไม จังหวะของเรื่องจะมีความเกี่ยวเนื่องไม่กระโดดไปกระโดดมาทำให้อารมณ์ระหว่างดูขึ้นลงอย่างที่เป็นอยู่ แม้กระนั้นก็จะต้องเห็นด้วยว่าสไตล์ทารันติเตียนโน่ที่ใส่เข้ามานั้นสำเร็จทุกๆอย่างแล้วก็ทำให้หนังมีอารมณ์ขันในระดับร้ายกาจที่เป็นความเฉพาะบุคคลหาผู้ใดกันแน่มาเลียนแบบได้ยากจริงๆ

โดยรวมแล้ว Django Unchained ก็เลยเป็นแอ็คชั่นคาวบอยคู่ขาที่เล่ากล้วยๆมองสนุกสนาน ที่มีดีที่การแสดงอันดีเยี่ยมที่สุด เป็นความเพลิดเพลินเปรอะเลือดในแบบที่แฟนคลับทารันติเตียนโน่จะหลงเสน่ห์ (แต่ว่าบางทีอาจไม่เท่าผลงานก่อนหน้าที่ผ่านมาของเขา)

รีวิวหนัง Contagion

ผู้ใดกันแน่จะไปคาดการณ์ล่ะว่า มนุษย์ตัวใหญ่บึกบึน แข็งแรง ยังจำต้องแพ้พ่ายแพ้ให้กับเชื้อโรคขนาดเล็กจิ๋วกระทั่งไม่เห็นด้วยตาเปล่า แล้วเชื้ออันร้ายกาจตัวนี้เพียงแค่สัมผัสโดน ก็เอาชีวิตได้ในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ที่สำคัญเว้นเสียแต่คุณจะได้ตายอย่างทรมานก่อนตาคุณจะหลับลง คุณยังจะได้มองเห็นคนความเป็นคนที่พุ่งพรวด เปิดเผยสันดารดิบอันร้ายกาจ สู้เพื่อการมีชีวิตอยู่หนสุดท้าย ก่อนเชื้อไวรัสร้ายจะบุกไปรับประทานสมองอย่างอร่อยมาก

แล้วระหว่างที่ดูหนังหัวข้อนี้อยู่ คุณไม่คิดบ้างหรอว่า ผู้ที่นั่งด้านข้างที่กำลังถอนใจเนื่องจากความเคร่งเครียดของหนัง อีกฝั่งก็กำลังหัวเราะงอหายอย่างสาแก่ใจ หรือคนต่อไปกำลังจามเสียงดัง แถมด้านหลังยังมีเสียงไอค่อกเพียงแค่กๆจะยังมิได้กระจายเชื้อโรคสารพัดสารพันไปสู่ปอดของคุณ เพียงแค่คิดก็สยดสยองแล้ว ที่จะต้องเริ่มให้ พารานอยด์ (Paranoid) อย่างนี้ ก็เพราะว่าเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ ตัวนี้ มาจากความสามารถของคุณพี่ ตีเฟ่น โซเดอร์เบิร์ก (Steven Soderbergh) นี่แหละ

จำต้องขอบอกว่าเพียงแค่หน้าหนังของประเด็นนี้ โดยยังไม่ต้องพึ่งผู้กำกับ เพียงแค่กองทัพผู้แสดงที่มาเล่นหัวข้อนี้ ก็พอเพียงจะยืนยันความไม่ธรรมดาของเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ เริ่มตั้งแต่ มารีออง โกตำหนิยาร์,แม็ตต์ เดม่อน ,ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น, จู้ด ลอว์, กวินเน็ธ พัลโธรว์ รวมทั้ง เคท วินสเล็ต ที่สำคัญ ทั้งผองจะมากมายวัดแกว่งไกวสู้กันด้วยดราม่าอันเอาจริงเอาจังตามสไตล์ โซเดอร์เบิร์ก ให้ผู้ชมอินกับผู้แสดงทั้งหลาย ที่จะมาแพร่ระบาดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่คราวนี้

หนังมานะถือจับหลักสำคัญ ความประมาทและขาดความระมัดระวังในชีวิตประจำวันของผู้คน เนื่องจากว่าความประพฤติปฏิบัติกล้วยๆสบายนี่แหละ กลายเป็นการแพร่ไปความล่มจมอันรุนแรงที่สุด ลุกลามจนกระทั่งไปถึงทั่วทั้งโลก เพราะว่าบ่อยมาก ที่พวกเราเพิ่งเริ่มรู้สึกว่า ไปติดหวัดคนใดพยายามภายหลังที่ตนเองนอนป่วยซึมอยู่บ้าน อย่างเดียวกันก็พึ่งระลึกถึงของกินที่รับประทานเข้าไปเมื่อคืนนี้ว่ามีอะไรบ้างนะ เมื่อตนเองนอนเจ็บท้องร้องไห้โอดโอย

ด้วยความอ่อนแอของผู้คนในที่ชุมชนนี่แหละ เปลี่ยนเป็นหัวข้อให้ โซเดอร์เบิร์ก? ถือจับอันตรายใกล้ตัว มาสร้างเป็นเรื่องราวที่บีบอารมณ์หัวข้อนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในฐานรากของความน่าจะเป็นไปได้จริง หัวข้อนี้จะเกิดเรื่องแต่งขึ้นมา พวกเราก็อดที่จะหวาดเสียว คิดหาวิธีเอาชีวิตรอด หนีให้พ้นจากเชื้อไวรัสจำพวกนี้ แถมเรื่องราวของเชื้อไวรัสอย่าง หวัดนก H5N1 ที่ระบาดอย่างมากทั้งโลก และก็ลุกลามมาถึงประเทศไทย กระทั่งจำเป็นต้องฆ่าสัตว์ปีกกันจ้าละหวั่น ทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นใน Contagion ไม่ใช่เรื่องที่ไกลอีกต่อไปสำหรับคนประเทศไทย

ส่วนพี่ โซเดอร์เบิร์ก ยังคงรักษามาตราฐานงานของเขาได้อย่างดีเยี่ยม หัวข้อนี้จะมิได้อยากได้ดราม่าที่เข้มข้น แม้กระนั้นด้วยความสามารถของเหล่ากอกองทัพดารา ล้วนโชว์สมรรถนะของตนเองกันอย่างมาก มุมภาพงามที่ตัดสลับฉับไว ผสมกับสีหม่นหมองตามอารมณ์ของหนัง ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่หาดูได้เฉพาะในหนังของ โซเดอร์เบิร์ก และก็ที่น่าจำมากมายในหัวข้อนี้ก็จะเป็นเหล่าฉากมุมสูงของประเทศฮ่องกงแล้วก็ม่าเก๊า ถ่ายออกมาได้อย่างงามล้ำจริงๆ

ถึงแม้หนังจะจบพร้อมทั้งอารมณ์ของผู้ชมที่กำลังจิตตก เพราะเหตุว่าชีวิตประจำวันของพวกเราเอง ก็มิได้ต่างไปจากคนภายในเรื่องเลย ตั้งแต่ มือที่ใช้บิดประตู นิ้วที่ใช้กดลิฟท์ ห่วงที่ใช้จับเวลาขึ้นรถกระแสไฟฟ้า รวมถึงท่อนเหล็กบนรถเมล์ ผลักกระจกทำงาน ฯ สิ่งกลุ่มนี้ล้วนมีโอกาสเสี่ยงต่อการพกเชื้อโรคร้ายประจำตัวไปด้วยทั้งหมด บางครั้งอาจจะโชคดีหากคุณเป็นผู้รับเชื้อไปทั้งผอง แต่ว่าหากโชคร้ายล่ะก็มันไปแพร่ระบาดต่อจนกระทั่งคุณแล้วก็ครอบครัว เจ็บไข้นอนซมกันทั้งยังบ้านเลยล่ะ

รีวิวหนัง Spy Kids : All The Time In The World in 4D

Spy Kids : All The Time In The World หรือในชื่อไทยว่า ซุปเปอร์กลุ่ม ระเบิดพลังทะลุหน้าจอเรื่องราวของม่าม้าเลี้ยงลูกสองอย่าง มาลิสซ่า ที่เมื่อเมื่อก่อนคุณได้เป็นยอดเยี่ยมสายที่หน่วยงานOSS ที่มีศัตรูนิรันดรอย่าง ติ๊กต๊อก โจรที่คิดจะลักขโมยเวลาของคนทั่วโลกด้วยเหตุผลที่ว่า ทุกคนใช้เวลาได้ไม่คุ้มซะเลย เขาเลยคิดจะเอาเวลาทั้งปวงไปใช้เอง โดยอย่างเดียวที่จะหยุดมันได้เป็น หินยอดเยี่ยม ก้อนเล็กที่ได้ดันไปตกอยู่กับบุตรสาวของคุณอย่าง รีเบคก้า พร้อมทั้งน้องชายอย่าง ซีสิที่ทำให้พวกเขานั้นจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็น สาย รุ่นเล็กเพื่อเอาชีวิตรอดจาก ดร.ติ๊กต๊อก นี้ให้รวมทั้งคุ้มครองป้องกันโลกไว้ให้ได้

Spy Kids : All The Time In The World กำกับการแสดงโดยผู้กำกับรุ่นใหญ่อย่าง Robert Rodriguez ที่ชื่นชอบอีกทั้งขาจรรวมทั้งขาโจ๋ภายหลังเคยควบคุมหนังคัลท์มาซะหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น El Maraichi หรือแม้กระทั้งหนังขาวดำอย่าง Sin City ก็เลยทำให้ชื่อของผู้กำกับคนนี้รู้จักกันดีสำหรับขาโจ๋ ซึ่งสำหรับ Spy Kids อีกทั้ง ภาคก็ได้ผลสำเร็จงานของเขาหมดเลยเช่นเดียวกันซึ่งผมก็ไม่ทราบแบบเดียวกันว่าผู้กำกับคิดยังไงถึงจะช่วยชีวิตหนังสายเด็ก ขึ้นมาอีก แทนที่จะเอาเวลาไปทำหนังอาร์ทอย่าง Sin City 2 ซะจะดียิ่งกว่า แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่สำหรับ Spy Kids 4 สิ่งแรกที่จำเป็นต้องกล่าวถึงเป็นลูกเล่นการสูดดม ของหนังที่มีการ์ดที่เรียกว่า Aroma-Scope แถมมาให้สูดดมด้วยด้วยเหมือนกัน ซึ่งสำหรับกลิ่นก็จะต้องเห็นด้วยว่าแรงและก็แจ่มแจ้งใช้ได้ แถมนับว่าเป็นสีสันให้กับหนังภาค ในระดับที่เพียงพอยอมรับได้บ้าง

เพียง ว่ามันค่อนข้างจะยุ่งยากไปนิดหน่อยที่จะมีเบอร์ขึ้นมาให้หนัง แล้วก็จำเป็นต้องมามองหาเลขที่จะเอานิ่วไปเช็ดสูดดมระหว่างความมืดดำในโรงภาพยนต์ และก็หนำซ้ำบางเบอร์ของหนังนั้น กลิ่นก็มิได้ตรงเสมอ โดยเบอร์ที่คิดออกชัดเลยนั้นเป็นเบอร์ ที่บนจอภาพยนตร์นั้นไม่มีฉากที่มีกลิ่นเลยสักหน่อย แม้กระนั้นก็ยังจะขึ้นเบอร์มาให้สูดดมกันซะงั้น ซึ่งหากโดยสรุปแล้วสำหรับลูกเล่นการสูดกลิ่นของหนังหัวข้อนี้ก็นับว่าสอบได้ ในระดับความเพลิดเพลินที่ต้องการให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับหนัง ซึ่งคนใดกันแน่มีลูกหลานก็พูดได้ว่าลูกเล่นนี้คงจะประทับใจเด็กไม่ใช่น้อย เมื่อทดลองย้อนกลับมาดูด้านของหนังนั้น ก็จัดว่า Spy Kids 4 กล่าวได้ว่าเป็นภาคที่ด้อยที่สุดก็ว่าได้เลยหละ

เพราะว่า ว่าด้านความเพลิดเพลินในภาคนี้พูดได้ว่าทำมาเพื่อเด็กโดยยิ่งไปกว่านั้น ไม่เหมือนกับภาค1-2-3 ที่ทำความสนุกสนานออกมาในระดับที่มองได้ทุกวัย โดยยิ่งไปกว่านั้นภาค รวมทั้งภาค ที่สามารถพูดได้ว่าเป็นหนังเด็กขวัญใจนักวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนึงเลยก็ได้ แต่ว่าเมื่อมาในภาค มันกลับมองน่าผิดหวังไปซะหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านมุขฮา หรือ ฉากแอ็คชั่น ที่สามารถพูดได้ว่าคนแก่ทั้งหลายแหล่ดูแล้วไม่ต้องสนุกสนานกันอย่างยิ่งจริงๆ เนื่องจากมุขฮา ก็ออกมาแนว ติ๊งต๊อง ซะเหลือเกินจนกระทั่งไม่น่าเชื่อว่านี้หรือเป็นหนังของผู้กำกับในดวงใจอย่าง Robert Rodriguez แล้วก็ในด้านของตัวร้ายของหนังอย่าง ดร.ติ๊กต๊อก ที่จำต้องพูดได้ว่าดีไซน์มาได้ราวกับพวกตัวร้ายในการ์ตู

ที่ฉาย ทางช่อง Cartoon Network อย่างไรแบบนั้นเนื่องจากว่ากล่าวได้ว่าเป็นตัวร้ายที่จะ ติ๊งต๊อง ก็ไม่แล้วแต่จะมองร้ายก็ไม่สุดเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้มันก็เลยออกมามองเป็น ตัวร้าย ที่กระจอกที่สุดในหนังเลยก็ว่าได้ กับฉากแอ็คชั่นต่างๆที่จะต้องเห็นด้วยว่าแม้ว่า Score ของหนังที่แต่งโดย Robert Rodriguez เองนั้นจะมองยิ่งใหญ่ รวมทั้ง สนุกขนาดไหน แม้กระนั้นฉากที่ออกมานั้นกลับไม่เข้ากันScore ของหนังเสียเลย และก็มิติของหนังที่เป็น 3D ก็พูดได้ว่าไม่ค่อยมีมิติมากมายสักเท่าไหร่นักหนังเล่นย้ำฉากทะลุหน้าจอจนถึงเกินจำเป็น อย่างเดียวซึ่งสามารถเรียกเข้าไปมองได้คงจะหนีไม่พ้นความสวยสดงดงามเช้งของศิลปินสาว Jessica Alba ผู้เดียวแค่นั้นล่ะ

โดยสรุปแล้วนั้นสำหรับ Spy Kids 4 ก็นับได้ว่าเป็นหนังสายเด็กที่มีลูกเล่นให้ดม ที่อยู่ในขั้นเพียงพอสนุกสนานใช้ได้ ซึ่งสำหรับผู้ใดที่มีลูกหลานอาจจะสนุกสนานกันน่าดู แต่ว่าเมื่อมองดูในด้านของหนังนั้น ก็นับว่าทำออกมาได้น่าผิดหวังในทุกด้าน เพราะเหตุว่าย้ำขายเด็กซะมากจนเกินไปจนกระทั่งลืมความสนุกสนานแบบที่ขายได้ทุกวัยในภาคแรก

รีวิวหนัง Dream House

Dream House เรื่องราวของคนเขียนข่าวหนังสือพิมพ์ วิล เอนเททัน ที่พึ่งขออำลาออกจากงานเพื่อมาอยู่กับครอบครัวสุดที่รักของเขา ที่บ้านข้างหลังใหม่ กับเมียสุดงามอย่าง ลิบตาบี้ รวมทั้งลูกอีก ที่พวกมีความรู้สึกว่าจะเริ่มชีวิตข้างหลังใหม่ที่บ้านนี้ได้อย่างเงียบๆสุข และก็ มีความอบอุ่นในครอบครัว กระทั่งพวกเขาดันได้ไปได้ยินเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในบ้านข้างหลังนี้ ซึ่งเคยมีการฆาตเกลื่อนกลาดรมชูบ้านมาก่อน โดยผู้ก่อเรื่องนั้นเป็นหนุ่มที่ชื่อ ปีเตอร์ วอร์ด ที่ได้กำเนิดคลุ้มคลั่งแล้วก็ฆ่าครอบครัวของเขาทิ้งซะหมด แล้วก็ภายหลัง วิล รวมทั้ง ลิบลิ่วบี้ ได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก็ได้เริ่มมีเรื่องมีราวแปลกตามมา จนกระทั่งพวกเขาจะต้องแสวงหาว่า วอร์ด นั้นอยู่ไหน

Dream House กำกับการแสดงโดยผู้กำกับรางวัลออสการ์อย่าง Jim Sheridan ที่เมื่อ ปีกลายเลยนำพาเอา Tobey Maguire ไปเข้าชิงรางวัลนำชายที่งานลูกโลกทอง ได้ กับหนังก็จัดว่าได้รับคำชมเชยจำนวนมากพอควร (แม้กระนั้นส่วนตัวผมนั้นค่อนข้างจะเฉยๆอย่างกับว่าเป็นหนังขายการแสดงซะมากยิ่งกว่าเรื่องราวแม้กระนั้นเมื่อมาโอกาสนี้ไม่รู้เรื่องผู้กำกับคิดต้องการจะแปลงแนวหรือยังยังไง ถึงได้เลือกมาทำหนังแนวดราม่า ตื่นเต้นอย่าง Dream House ที่ภายหลังเปิดตัวฉายในอเมริกาก็โดนนักวิพากษ์วิจารณ์สับกันเหลวทีเดียว (รวมทั้งส่วนนึงที่โดนสับก็คือแบบอย่างหนัง ที่มิได้ให้ความน่าดึงดูดใจแก่ผู้ชม แถมยังสปอยล์เรื่องราวกระทั่งเกือบจะหมด ถ้าเกิดคนไหนคิดจะดูหนังหัวข้อนี้ชี้แนะอย่าดูตัวโดยเด็ดขาดแต่ยังไงก็ตาม Dream House เริ่มด้วยความพองแล้วก็จบลงแบบไปผิด

ซึ่งหากแม้จะเป็นอย่างนั้น แม้กระนั้นสำหรับจุดเด่นใน Dream House ที่นับว่าถูกใจสูงที่สุดเป็นด้านของ จิตวิทยา หรือด้านของการเล่นกับจิตใจมนุษย์ในหนังประเด็นนี้ของ วิล เอนเททัน ที่หนังใส่เนื้อความแอบกัดจิกผู้ชมของหัวข้อการปฏิบัติดี ทำบาป หากแม้จะไม่มีผู้ใดมองเห็นก็ตาม แต่ว่าที่รู้แก่ใจแน่นอนเป็น จิตใจ ของพวกเรา ที่ในด้านนี้นับว่ายังทำออกมาได้ดิบได้ดีแล้วก็มีข้อให้ดูอยู่บ้าง (ที่คนใดกันแน่ดูตัวอย่างก็อาจทราบดีว่าคืออะไร ด้วยเหตุนี้ผมจะไม่ขอเล่ามากมาย เนื่องจากยังมิได้มองเห็นแบบอย่างจะได้มองสนุกสนานกับการแสดงของคู่ ผัว เมีย (และก็ในชีวิตจริงของ แดเนียลเคร็ก และก็ เรเชล ไวซ์ ที่นับว่าเล่นกันเป็นธรรมชาติได้กำลังพอดี

โดยยิ่งไปกว่านั้นด้านของพ่อ แดเนียล เคร็ก ที่นับว่าแสดงได้อินกับบทเด็กหนุ่มหวานใจครอบครัว(มากเกินความจำเป็นได้อินมากมายอย่างยิ่งจริงๆ แม้กระนั้นอย่างไรก็แล้วแต่เว้นเสียแต่ด้านของจิตใจมนุษย์ ที่หนังจับมาเล่นแล้วพร้อมทั้งการแสดงของ ผัว เมีย ที่ดูแล้วน่ารัก กันเอง Dream House ก็ไม่มีอะไรพิเศษไปๆมาๆกกว่านี้แล้ว เริ่มจากการที่ แบบอย่างหนังเล่นเปิดเผยจุดหักมุมที่สุดของหนังก็ว่าได้ ก็เลยทำให้ครึ่งแรกของหนังนั้นมองพองไปบ้าง เนื่องจากผู้ที่เคยดูตัวอย่างรวมทั้งทำนองว่าเมื่อไรใกล้จะถึงฉากที่เฉลยคำตอบในแบบอย่าง’ ด้วยเหตุว่าเมื่อแบบอย่างเล่นเฉลยคำตอบนั้น ก็เลยทำให้ฉากการค้นหาข้อเท็จจริงของคู่พระนางดูแล้วมันออกแนวไม่มีสาระ รวมทั้งทำให้ดูเหมือนกับว่าผู้แสดงกำลังทำสิ่งที่ผู้ชมนั้นได้ทราบมาก่อนอยู่แล้ว โดยเหตุนี้ถ้าเกิดให้บอกจริงๆเป็น ตัวหนังนั้นไม่ผิดมันไม่ถูกที่มือตัดต่อแบบอย่าง ที่เลือกที่จะเอาจุดหักมุมที่สุดของหนังมาใส่ไว้ภายในแบบอย่าง กับการที่ผู้กำกับเล่นหลอกผู้ชมเอาเต็มอีกทั้งโปสเตอร์ แล้วก็สไตล์ของแบบอย่างหนัง ที่มีความคิดว่าหนังจะเป็นหนังแนวค้นหาความเป็นจริง คละเคล้า สยดสยอง ทั้งๆที่จริงแล้วหนังเรื่องมันเป็นหนังแนวดราม่าสอบสวน ที่มีเบื้องหลังเป็นบ้าเก่าๆเพียงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้หากคนไหนกันแน่คิดต้องการจะดูหนังผีแบบตกใจ คงจะไม่ใช่หัวข้อนี้แน่นอน

สรุปแล้วทีนี้คือ Dream House มันเป็นหนังแนวดราม่า สอบสวน ที่มีเบื้องหลังคล้ายจะสยดสยองแม้กระนั้นสามารถเล่นเรื่องราวของจิตใจมนุษย์ได้ดิบได้ดี กับการแสดงที่จัดว่าอิน แต่ว่าปัญหาหลักเลยเป็นด้านของแบบอย่างหนังที่เล่นตัดต่อทำเอาหนังเสียหมด สรุปแล้วทีนี้คือนี้เป็นหนังที่เหมาะกับไม่เคยดูตัวอย่างเลยสักหน่อย

รีวิวหนัง In Time

สารภาพว่าตั้งแต่มองเห็นแบบอย่าง รวมทั้ง ชื่อผู้กำกับของหนังหัวข้อนี้ก็น่าดึงดูดโดยทันที ด้วยเหตุว่าส่วนตัวผมก็เป็นผู้ที่ต้องการมองเห็นหนังที่ใช้เงินยืดเวลา หรือเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับเวลาอยู่แล้ว รวมทั้งท้ายที่สุดหนังเรื่อง In Time ก็โผล่มา แม้กระนั้นโชคร้ายที่เปิดตัวคำติชมไปไม่ค่อยงามสักเท่าไหร่ส่วนข้อคิดเห็นของผมเช่นไรไปอ่านเลยครับผม

In Time เรื่องราวของอนาคตอันใกล้ในโลกมนุษย์ ที่ทุกคนบนโลกแก่ได้ไม่เกิน 25 ปี และก็ทุกคนใช้จ่ายทั้งหมดทุกอย่างด้วยสิ่งที่เรียกว่า เวลา คนยากจนจะแก่ไขน้อยกว่าคนมั่งคั่ง เหมือนกับ วิล ซาลาหนุ่มน้อยที่อยู่ในสลัมเล็กที่จะต้องดำเนินงานเพื่อแลกเปลี่ยนกับเวลาวันต่อวัน ตราบจนกระทั่งเขาได้ไปพบกับ เฮนรี่ หนุ่มที่มีเวลาอยู่ในมือแทบจะหนึ่งร้อยปี และก็เรื่องที่คิดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เมื่อ เฮนรี่ ได้ถ่ายโอนเวลาทั้งปวงไปให้กับ วิล จนกระทั่งทำให้ระบบกำเนิดป่วนปั่นเพราะว่ามนุษย์เราไม่สมควรจะอยู่อย่างอมตะ ก็เลยทำให้ เดอะ ไทม์คีปเปอร์ จำต้องออกตามล่าเวลาหนึ่งร้อยกว่าปี เพราะว่าเหตุสงสัยว่า วิล ซาลาส จะเป็นคนฆ่า เฮนรี่ เอาเสียเอง

In Time ผลงานการดูแลของ แอนริว นิควัวล จาก Gattaca แล้วก็ Lord Of War ซึ่งใน In Time นี้เขารับอีกทั้งหน้าที่เป็นผู้กำกับ รวมทั้ง เขียนบท เอง ซึ่งผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยรวมถึงผมตอนมองเห็นแบบอย่างก็คงจะอดไม่สามารถพูดได้ว่า หมดทั้งตัวบท และก็ เรื่องราว ก็ต่างมีไอเดียที่ดี รวมทั้ง น่าค้นหา ซึ่งเอาเข้าจริงๆก่อนที่จะนักอ่านจะไปซื้อตั๋วเพื่อมอง In Time ผมก็ขอเตือนไว้ก่อนว่าอย่ามุ่งหวังว่านี้มันเป็นหนังแอ็คชั่นแรง ตามในแบบอย่างหนัง เนื่องจากว่าที่จริงแล้ว In Time เป็นหนังแนว ริลเลอร์ ไซไฟ ที่มีฉากแอ็คชั่นมาเป็นน้ำจิ้ม แล้วก็ฉากแอ็คชั่นที่เป็นน้ำจิ้มนั้นเอง เป็นสิ่งที่จำต้องขอดูผู้กำกับ นิควัวล ว่าสามารถทำฉากขับขี่รถไล่ล่าออกมาได้อยู่ในขั้นมองเพลิดเพลินรวมกับบทเรื่องราวของ เวลา ที่จัดว่ามีแง่คิดเรื่องราวของ การใช้เวลา ในวันแล้ววันเล่าของพวกเราใส่เข้ามาแบบแน่นเอี๊ยด แล้วก็น่าจะเป็นแง่คิดทุกวันให้หลายท่านได้

ซึ่งข้อคิดเตือนใจพวกนั้น เน้นย้ำและก็สำคัญๆที่ In Time บากบั่นจะเสนอเป็น ทุกเมื่อ นั้นมีค่าควรอย่าใช้มันไปในทางที่ไม่ถูก โดยผ่านการเสียดสีจากนักแสดงในชุมชนเล็กอย่าง วิล กับมหานครใหญ่มโหฬารที่เมืองคนมั่งคั่งอย่าง เมืองนิว กรีนิช ซึ่งสามารถเข้ามาเชื่อมกับโลกตามความจริงของพวกเราได้เลยก็ว่าได้ เพราะว่าถ้าเกิดทดลองลองคิดดูนั้น คนฐานะดีทั้งหลายแหล่ หรือที่เรียกกล้วยๆนั้นเป็น คนมั่งคั่ง ชอบใช้เวลาต่างๆไปกับของไม่มีสาระ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าสปา รวมทั้งอันอื่นอีกเพียบเลย ต่างกับคนฐานะไม่ค่อยดี ที่วันจำเป็นต้องดำเนินการหาเช้ากินค่ำ ซึ่งดูราวกับว่า คนฐานะไม่ค่อยดี จะใช้เวลาได้คุ้มมากยิ่งกว่าคนฐานะมั่งคั่งเสียอีกครับผม

แม้กระนั้นด้านของ ส่วนประกอบ เรื่องของเวลา ที่มีความรู้สึกว่าหนังยังไม่อาจจะตีบทแตกได้สักเท่าไหร่นักว่า ตกลงว่าหนังจะเสียดสีระดับฐานะคน หรือหนังนั้นมีบทรั่วกันแน่ กับด้านของผู้แสดงอย่างจัสติน ทิมเบอร์เลค ที่มาในบทที่ออกแนวซีเรียสรวมทั้ง แอ็คชั่น หน่อยดูราวกับว่าจะไปไม่ค่อยรอดสักเท่าไหร่นัก ยังดีที่มีเคมีที่ดีต่อผู้แสดงฝ่ายหญิงอย่าง อแมนด้า ไซย์ฟรายด์ (ส่วนตัวนั้น ทิมเบอร์เลค เหมาะสมที่จะไปในด้านของหนังแนว โรแมนติก คอมเมดี้ อย่าง Friend With Benefitsมากยิ่งกว่าจะมารับบทหนังแนวเน้นย้ำแอ็คชั่น โดยยิ่งไปกว่านั้นคนไหนกันแน่ที่มีอคติกับพี่เอ็งก็อย่าไปดูเชียวละครับ)

รีวิวหนัง I Am Not Madame Bovary

เรื่องย่อหนัง

หนัง I Am Not Madame Bovary After being swindled by her ex-husband, a woman takes on the Chinese legal system.

รีวิวหนัง Killer Elite

เป็นกลางเนียมของหนัง ฮอลลีวู้ด ที่อยู่ก็จะมีหนังด้ามจับเอาศิลปินแอ็คชั่นทั้งหลายแหล่มารวมกันในเรื่องเดียว ซึ่ง Killer Elite ก็เป็นหนังที่ว่าเรื่องปัจจุบัน ที่มองเห็นจากดาราหนัง และก็ แบบอย่างหนังก็ไม่น่าจะขายยากเลย แต่ว่าไม่รู้จักแบบเดียวกันว่าที่อเมริกาเพราะเหตุไรหนังหัวข้อนี้ดันเจ๊งซะงั้นซึ่งวันนี้ก็ได้ไปพิสูจน์มาแล้ว คืออะไรไปอ่านเลยครับผม

Killer Elite เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1980 สมัยที่การบ้านการเมืองกำลังวิกฤต กำเนิดแม้กระนั้นการลอบสังหาร ลอบฆ่า และก็นี้เป็นเรื่องราวที่สร้างขึ้นจากเหตุจริง เรื่องราวของมือสังหารมือพระรอยแดงอย่าง ดินแดนนี่ กับพ่อคู่ซี้อย่าง ฮันเตอร์ ที่ ดินแดนนี่ นั้นเริ่มเบื่อเหลือเกินกับการเป็นมือสังหาร ก็เลยต้องการลาวงการไปพร้อมทั้งงานในที่สุด แต่ว่าแล้วภายหลังจากการลาแวดวงนั้น ปี คู่ขาของเขาอย่าง ฮันเตอร์ กลับโดนผู้มีอำนาจในโอมานจับกุมไป พร้อมทั้งบอกดินแดนนี่ว่า หากต้องการจะให้สหายเขากลับไป จำต้องปฏิบัติงานให้กับเขา โดยการไปลอบสังหารผู้พันในหน่วย SAS ของอังกฤษและก็อัดวีดีโอรับผิดมาเพื่อแลกเปลี่ยนกับชีวิตของฮันเตอร์ ดินแดนนี่ก็เลยเป็นไปไม่ได้เลือกเว้นเสียแต่ฝ่า

Killer Elite ผลงานการดูแลของผู้กำกับคนใหม่ ที่ไม่มีแม้กระทั้งผลงานเครดิตเก่าๆเลยสักชิ้น เว้นเสียแต่หนังสั้นชิ้นเดียวเพียงแค่นั้นอย่าง มึงปรี่ แม็คเคนราย ที่เริ่มผลงานหนังใหญ่ชิ้นแรกก็เรียกใช้บริการศิลปินใหญ่ คนเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนายยิงแม่เลยอย่าง ไคลฟ์ โอเว่น , พี่เถิกที่กำลังได้รับความนิยมอย่าง เจสัน สเตแธม แล้วก็ศิลปินรุ่นเก๋าอย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร ที่หายจากหนังแอ็คชั่นไปนาน ซึ่งสำหรับ Killer Elite นับว่าเป็นหนังแอ็คชั่นที่ผมจัดว่ายังไม่สามารถที่จะตอบปัญหาของหนังดีนัก เพราะเหตุว่าฉากแอ็คชั่นในหนังหัวข้อนี้จำเป็นต้องเรียกว่า ดีตอนแรกแย่ตอนหลัง เนื่องเดียวประสบการณ์ของผู้กำกับที่ซึ่งพูดได้ว่าเกือบจะไม่มีนั้น ก็เลยทำบทของศิลปินใหญ่ออกมาแบ่งกันได้ไม่ค่อยทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้แสดงของ โรเบิร์ต เดอ นีโร ที่จะต้องกล่าวได้ว่า นำคนใดกันแน่มาเล่นก็ได้ เพราะเหตุว่าแทบไม่ค่อยได้บู๊เลยด้วยไปหละนะครับ

และก็ย้อนกลับมาที่ด้าน ของ ฉากแอ็คชั่น ที่อย่างที่พูดว่า ดีตอนแรกแย่ตอนหลัง ด้วยเหตุว่าฉากแอ็คชั่นทั้งหลายแหล่ล้วนแล้วแต่ทำมาได้เพียงแค่อยู่ในขั้นที่ ดูเล่น’ เพียงแค่นั้น ซึ่งมันไม่ถูกไปจากหนังเก่าๆของผู้แสดงอีกทั้ง คน ที่เคยสร้างท่าทางความมันส์ได้ดีมากยิ่งกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากคอมกางท ตัวต่อตัว ของ เจสัน สเตแธม และก็ ไคลฟ์ โอเว่น ที่ซึ่งพูดได้ว่า ทั้งยังการถ่ายรูป แล้วก็บทคิวบู๊ พร้อมด้วยดนตรีประกอบ ในฉากนี้พูดได้ว่าเสียดายมากมาย ด้วยเหตุว่าได้ศิลปินใหญ่มาแล้วแท้ๆแต่ว่าไม่สามารถที่จะควบคุมบท แล้วก็ คิวบู๊ ก้าวหน้ามากเท่าไรนัก แถมในตรงกลางเรื่องของหนัง ก็แทบไม่มีฉากแอ็คชั่นมาเรียกให้ผู้ชมตื่นเต้นได้เลย กลับมีแม้กระนั้นการดำเนินเรื่องราวที่เรื่อยพองรวมทั้งน่ารำคาญ

สรุป Killer Elite ถือได้ว่าหนังแอ็คชั่น ที่มีดาราแอ็คชั่นใหญ่มารวมตัวกัน แต่ว่าไม่อาจจะแบ่งบทกันได้ดีนัก แถมฉากแอ็คชั่นในหนังประเด็นนี้ก็พูดได้ว่าไม่มีฉากไหนน่าเร้าใจ หรือสดใหม่เลยแม้แต่น้อย แต่ยังไงก็ตามคนใดกันหาหนังดูเล่นแก้เครียด Killer Elite ก็คงจะช่วยรองรับความต้องการข้อที่ว่า ดูเล่น’ ของคุณได้ครับผม

รีวิวหนัง The Help

จะต้องเห็นด้วยว่ามองเห็นอีกทั้งจากแบบอย่าง และก็ คำติชม ของหนังและผู้แสดง ทำให้หนังดราม่าเล็กอย่าง The Help แปลงเป็นหนังที่คาดหวังมากที่สุดในรอบปีเลยก็ว่าได้ รวมทั้งนอกจากหนังยังทำเงินในอเมริกาไปสูงขึ้นมากยิ่งกว่า ร้อยล้านเหรียญ ด้วยเหตุนี้วันนี้เข้าฉายบ้านพวกเราแล้ว ในความคิดเห็นของผมจะเป็นยังไงไปอ่านเลยขอรับ

The Help เรื่องราวของผู้เขียนข่าวสาวอปิ้ง สกีเตอร์ ที่คุณพึ่งจะได้รับงานให้เขียนข่าวสารที่คุณมีปัญหา หรือข่าวสารที่คุณพึงพอใจ แล้วก็เรื่องที่คุณเลือกที่จะเขียนเป็น เรื่องราวเกี่ยวกับหญิงรับใช้และก็ บ่าวนาย ที่เกิดขึ้นในสมัย คริสต์ศักราช 1960 ที่เป็นสมัยที่ยังมีการแบ่งชนชั้น รวมถึงสีผิว ซึ่งคุณทราบดีว่ามันจะไม่ถูกกฏหมายในเมือง มิสสิซิปปี้ ขั้นร้ายแรง คุณก็เลยอยากการช่วยเหลือจากเหล่าหญิงรับใช้ทั้งหลายแหล่ โดยเริ่มจากสาวใช้ผิวดำอย่าง เอบีลีน และก็ ไม่นี่ ที่ฯลฯโคนแห่งหนังสือเล่มนี้ เพื่อที่พวกเขาจะได้ทวงความชอบธรรมที่ความเสมอภาค รวมทั้ง การไม่แบ่ง ให้เกิดมาจนได้ (สามารถติดตามตารางการเวียนฉายของหนังที่ได้เวบเมเจอร์)

The Help สำเร็จหน้าที่ดูแลของ เททต์ เทย์เลอร์ หลายท่านอาจจะยังไม่เคยคุ้นชื่อกัน เนื่องจากว่าเป็นผู้กำกับคนใหม่ โดยผู้กำกับคนนี้ผันตัวจากการเริ่มเป็นตัวประกอบ ไปจนกระทั่งผู้แสดง แล้วก็ก้าวขั้นมาเป็นผู้กำกับ โดยผลงานเปิดฉากของเขาอย่างหนังดราม่าเล็กๆPretty Ugly People เมื่อ 3ปีกลายบางครั้งอาจจะไปไม่ค่อยงามนักเท่าไร แม้กระนั้นปีนี้เขากลับมากับผลงานที่สามารถพูดได้ว่ากู้กิตติศัพท์กลับมาเลยก็ว่าได้ ซึ่งส่วนตัวผมเป็นผู้ที่รู้สึกชื่นชอบในหนังที่มีการเสียดสี หรือ เหยียดสีผิวเป็นทุนเดิม ด้วยเหตุนั้น The Help ก็เลยเป็นหนังซึ่งสามารถตอบปัญหานั้นของผมเจริญเยอะที่สุดเนื่องจากหนังเต็มไปด้วยข้อความสำคัญเรื่องสีผิว ซึ่งสามารถใช้เรื่องนี้มาเสียดสีกับด้านความชอบธรรมแล้วก็ ความถูกต้องแน่ใจ ก้าวหน้าเยอะที่สุด โดยการยืนขึ้นขึ้นต่อสู้ของ คนผิวสี ที่สามารถเรียกได้เลยว่าเป็น ชนหมู่น้อย ของหนัง

สามารถทำให้เกิดการแสดง แล้วก็ เรื่องราว ที่มีพลังสูงที่สุดก็ว่าได้ โดยยิ่งไปกว่านั้นหลายฉากของหนังซึ่งสามารถประทับใจผู้ชมให้คงที่ได้อย่างยอดเยี่ยม แถมหนังยังสามารถชี้ด้านความกระจ่างแจ้งในแต่ละนักแสดง ของหนังได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ซึ่งสิ่งทั้งหมดทั้งปวงนี้จะต้องขอชูคุณงามความดีให้กับดาราชูกลุ่มไม่ว่าจะเป็น วิโอลา เดวิส และก็ ออเทเวีย ประเทศสเปนเซอร์ กับบทของคนรับใช้ผิวดำตัวนำของเรื่อง ที่สวมบทบาทเป็นผู้ปิดทองหลังพระที่ถูกลืม ที่หัวข้อนี้แท้จริงก็สามารถใช้ได้กับทุกอาชีพไม่ว่าจะเป็น อาจารย์ ที่เมื่อเด็กนักเรียนทั้งหลายแหล่โตแล้วหลังจากนั้นก็น่าเชื่อถือว่าเลยว่าจำต้องลืมผู้บริจาควิชาความรู้อย่างไม่ต้องสงสัย เปรียบเทียบเหมือนกันกับเหล่าสาวใช้ ที่รอเลี้ยงลูกคนขาวมาตลอด

แต่ว่าเมื่อเหล่าคนขาวทั้งหลายแหล่โตก็กลับกลายหนามมาทิ่มแทงเหล่าสาวใช้ซะเอง ด้วยเหตุดังกล่าวทั้งยังด้านใจความสำคัญความแค้นของเหล่าหญิงรับใช้ แล้วก็ความน่าหมั้นหมายไส้ ของบ่าวนายนั้นหนังสามารถทำออกมาได้น่าไว้วางใจ และก็ สามารถทำให้ผู้ชมอินไปกับเรื่องราวนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นแถมอมรอยยิ้ม ที่ซึ่งพูดได้ว่านี้เป็นหนังดราม่าอีกประเด็นที่ดูแล้วได้ทั้งยังข้อความสำคัญดราม่าที่เอาจริงเอาจัง แถมกับรอยยิ้ม อีกประเด็นของปีต่อจาก 50/50 เลยก็ว่าได้นะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ดี ในเมื่อการที่ผมตั้งความหวังต่อ The Help มากจนเกินไป ก็เลยผิดหวังในบางประเด็นไปบ้าง โดยยิ่งไปกว่านั้นหลักสำคัญของเรื่อง ความรัก ของนางเอก สกีตเตอร์ ที่ส่วนตัวมันคงจะมีอะไรมากยิ่งกว่านี้

ด้วยเหตุว่าในเมื่อหนังเล่นใส่หัวข้อที่แม่ ต้องการให้ลูกมีคู่ พร้อมทั้งความรักต่างๆเข้ามาขนาดนี้แล้วก็ไม่น่าจะทิ้งมันไปกล้วยๆคงจะย้ำด้านนี้อีกสักนิดสักหน่อย หรือถ้าเกิดอีกมุมมองนึงเป็น หนังไม่น่าใส่หัวข้อนี้เขามาเลย แล้วเอาเวลาในฉากความรักของนางเอกทั้งหลายแหล่ ไปเน้นย้ำเรื่องหลักสำคัญผิวสีคงจะเหมาะสมกว่า แถมในตรงกลางเรื่องของหนังยังแอบขาดช่วงหัวข้อที่จริงจริงของหนังไปๆมาๆพอเหมาะพอควร แต่ว่าแม้กระนั้น The Help นับได้ว่าเป็นหนังดราม่าประสิทธิภาพอีกหัวข้อปี(ในช่วงเวลานี้เข้าฉายที่พารากอนที่เดียวในโลก รวมทั้งวันที่ 24 พฤศจิกายน ก็เลยจะเริ่มฉายที่ รัชโยธิน และก็ตามด้วย เอสพลาท้องนาด แครายรัชดา แล้วก็ พาราไดซ์ ซีนีเพล็กซ์นะครับ)

โดยรวมแล้ว The Help นับว่าเป็นหนังดราม่าที่นับว่าสามารถเล่า ผสม มุขฮาได้เบิกบาน แต่ว่ามากับหัวข้อที่สามารถพูดได้ว่าหนักแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของเรื่องผิวสี กับความถูกต้องแน่ใจ ที่หนังมานะจะเสนอกับผู้ชม แถมดาราหนังก็เลิศอีกด้วย เพียงแต่ว่าในบางฉากแล้วก็บางจุดของหนังยังน่าตำหนิบางส่วน